ไขข้อสงสัย: อาหารเสริม vs เครื่องสำอาง การขอ อย. แตกต่างกันอย่างไร?
อย. อาหารเสริม กับการขออนุญาตเครื่องสำอางมีขั้นตอนและหลักเกณฑ์ต่างกันชัดเจน โดยอาหารเสริมจะเน้นความปลอดภัยของ “การบริโภค” ส่วนเครื่องสำอางจะเน้นความปลอดภัยของ “การใช้ภายนอก” และการแสดงฉลากให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากเลือกหมวดสินค้าไม่ถูกตั้งแต่ต้น อาจกระทบทั้งสูตร การขึ้นทะเบียน และแผนการขายของแบรนด์ได้ทันที
สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่กำลังวางแผนผลิตสินค้า การเข้าใจความต่างนี้ตั้งแต่แรกช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเอกสาร เวลา และต้นทุนได้มาก โดยเฉพาะในมุมของโรงงาน OEM/ODM ที่ต้องวางแผนด้าน R&D, มาตรฐานการผลิต และเอกสารประกอบก่อนยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อาหารเสริมต้องขอ อย. อาหารเสริม แบบไหน?
อาหารเสริมต้องมีการจดแจ้งผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอย่างถูกต้องก่อนวางจำหน่าย โดยเน้นความถูกต้องของสูตร ฉลาก และเอกสารประกอบสำคัญ เช่น รายละเอียดส่วนผสม ปริมาณสารสำคัญ และข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า
ในทางปฏิบัติ การทำ อย. อาหารเสริม จะซับซ้อนกว่าหลายคนคิด เพราะไม่ใช่แค่ยื่นชื่อสินค้าแล้วขายได้ทันที แต่ต้องตรวจสอบว่าสารสกัดทุกชนิดอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตหรือไม่ มีปริมาณเหมาะสมหรือไม่ และมีคำเคลมหรือข้อความโฆษณาที่เข้าข่ายเกินจริงหรือไม่
ขั้นตอนที่โรงงานมาตรฐานมักใช้เริ่มจากการพัฒนา สูตรในห้อง R&D คัดเลือกวัตถุดิบที่มีเอกสารรับรอง วิเคราะห์ความคงตัวของสูตร และตรวจสอบฉลากก่อนยื่นจดแจ้ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์พร้อมขายได้จริงและลดความเสี่ยงในการถูกตีกลับ
- ตรวจสอบประเภทวัตถุดิบและข้อกำหนดทางกฎหมาย
- พัฒนาสูตรและประเมินความปลอดภัยเบื้องต้น
- จัดเตรียมฉลากและเอกสารสำหรับการจดแจ้ง
- ยื่นจดแจ้งผ่านระบบของ อย. และรอเลขสารบบ
เครื่องสำอางขอ อย. เหมือนอาหารเสริมหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน เพราะเครื่องสำอางปัจจุบันโดยทั่วไปใช้วิธี “จดแจ้ง” ไม่ใช่การขออนุมัติแบบตรวจสูตรเชิงลึกเหมือนบางประเภทของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แต่ยังต้องมีข้อมูลผลิตภัณฑ์และฉลากที่ถูกต้องครบถ้วนก่อนจำหน่าย
สำหรับเครื่องสำอาง หน่วยงานจะให้ความสำคัญกับชื่อผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติที่สื่อสารต่อผู้บริโภค ส่วนผสมที่ใช้ได้ตามเกณฑ์ มาตรฐานการผลิต และการแสดงคำเตือนหรือวิธีใช้ให้เหมาะสม หากสื่อสารสรรพคุณเกินจริง เช่น อ้างว่ารักษาโรคหรือเห็นผลในระดับยา อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายทันที
โรงงานที่ดีจะช่วยตั้งต้นจากการวิเคราะห์ positioning ของแบรนด์ เลือกสารออกฤทธิ์ที่เหมาะกับตลาดและกฎหมาย เช่น กลุ่มผิวแพ้ง่าย กลุ่ม brightening หรือ anti-aging แล้วจัดทำเอกสารให้สอดคล้องกับการจดแจ้ง เพื่อให้แบรนด์เดินหน้าได้เร็วและปลอดภัย
อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการผลิตและการวางสูตรได้ที่ คู่มือพัฒนาสูตรและจดแจ้งผลิตภัณฑ์
ถ้าอยากทำแบรนด์ ควรเริ่มจากอะไรก่อน?
ควรเริ่มจากการกำหนดว่าผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่ในหมวดอาหารเสริมหรือเครื่องสำอางให้ชัดเจนก่อน แล้วค่อยวางแผนสูตร ฉลาก งบประมาณ และระยะเวลาในการขออนุญาต เพราะแต่ละประเภทใช้เอกสารและกระบวนการไม่เหมือนกัน
ในมุม R&D ของโรงงาน OEM/ODM ขั้นตอนเริ่มต้นที่ถูกต้องจะช่วยลดการแก้ไขซ้ำ โดยควรตรวจ 4 เรื่องหลักคือ กลุ่มเป้าหมาย จุดขายของสินค้า ข้อจำกัดทางกฎหมาย และความพร้อมของวัตถุดิบ จากนั้นจึงค่อยพัฒนาสูตรทดลองและประเมินความเป็นไปได้ในการผลิตจริง
หากเป็น อย. อาหารเสริม ควรให้ความสำคัญกับสารสำคัญและคำเคลมเป็นพิเศษ ส่วนเครื่องสำอางควรเน้นความเข้ากันได้ของเนื้อผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัยต่อผิว และการสื่อสารทางการตลาดที่ไม่เกินขอบเขต
สรุปแล้วการขอ อย. ของอาหารเสริมและเครื่องสำอางต่างกันตรงไหน?
สรุปสั้นๆ คือ อาหารเสริมต้องให้ความสำคัญกับการจดแจ้งสูตร สารสกัด ฉลาก และคำเคลมที่สอดคล้องกับกฎหมายมากเป็นพิเศษ ส่วนเครื่องสำอางเน้นการจดแจ้งข้อมูลผลิตภัณฑ์และฉลากให้ถูกต้อง รวมถึงการสื่อสารคุณสมบัติที่ไม่เกินจริง
ดังนั้น หากคุณกำลังเริ่มสร้างแบรนด์ การเลือกหมวดสินค้าให้ถูกตั้งแต่ต้นคือก้าวสำคัญที่สุด เพราะส่งผลต่อสูตรต้นแบบ เอกสาร อย. อาหารเสริม หรือเครื่องสำอาง รวมถึงความเร็วในการออกสู่ตลาดทั้งหมด
หากต้องการพัฒนาสินค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่ R&D, คัดเลือกสารสกัด, วางฉลาก ไปจนถึงยื่นจดแจ้งอย่างถูกต้อง สามารถปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญของโรงงาน TNK Beauty เพื่อวางแผนแบรนด์ให้พร้อมขายได้อย่างมั่นใจ







